ฝีดาษลิง ไทย เกิดมาจากอะไร

ฝีดาษลิง ไทย น่ากลัวหรือไม่ มันคืออะไร มารู้จักกับโรคนี้กันดีกว่า

ฝีดาษลิง ไทย โรคฝีดาษลิงไม่ใช่โรคใหม่ เคยระบาดมาก่อน 20 ปีแล้ว โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ที่เป็นกลุ่มเฉพาะ เช่นไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษ ในคนหรือไข้ทรพิษ กว่าลิโอร่าไวรัส ฝีดาษวัว พบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิง และสัตว์ฟันแทะ เช่นกระรอก หมูป่า รวมทั้งคน ก็สามารถติดโรคได้ และโรคฝีดาษลิง จะอยู่ในตระกูลเดียวกับ โรคฝีดาษไก่ มีความรุนแรง น้อยกว่ามาก ส่วนใหญ่จะพบ ผู้ติดเชื้อในพื้นที่ห่างไกล ของประเทศ ทางตอนกลาง และตะวันตก ของทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะบริเวณ ที่เป็นป่าดิบชื้น ป่วยติดโรคจากการสัมผัสโดยตรง กับเลือดสารคัดหลั่งตุ่มหนอง ของสัตว์ที่ติดเชื้อ ถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน กินเนื้อสัตว์ ที่ปรุงไม่สุก หรืออาจติดทางอ้อม จากการสัมผัส ที่นอนของสัตว์ป่วย การแพร่เชื้อ จากคนสู่คนเกิดขึ้น จากการสัมผัส และใกล้ชิด กับผู้ป่วยผ่าน ทางสารคัดหลั่ง จากทางเดินหายใจผิวหนัง ที่เป็นตุ่ม เหมือนขนรับเชื้อ เข้าสู่ร่างกาย

โรคฝีดาษลิง มีระยะฟักตัวประมาณกี่วัน อาการจะเป็นแบบไหนบ้าง

ฝีดาษลิง ไทย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 7 ถึง 14 วัน หรืออาจนานถึง 21 วัน อาการเริ่มแรก จะมีไข้ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย จากนั้นประมาณ 1 ถึง 3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา และอาจจะเกิดบนหน้า และลำตัวได้ด้วย เพื่อจะกลายเป็นตุ่มหนอง ในระยะสุดท้าย ตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ด แล้วหลุดออกมา อาการป่วยจะอยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ จะหายจากโรคเองได้ โดยอาการรุนแรงมาก จะพบในกลุ่มเด็ก ซึ่งในประเทศแอฟริกา อัตราการเสียชีวิต ประมาณร้อยละ 10 การป้องกันโรค

วิธีป้องกันโรคฝีดาษลิง สามารถทำอย่างไรได้บ้าง

เริ่มต้นจากการป้องกัน ด้วยตนเองก่อน นั่นก็คือ 1 หลีกเลี่ยงการสัมผัส โดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนอง ของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือสัตว์ป่า เรื่องการกินเนื้อสัตว์ ที่ปรุงไม่สูง หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ เมื่อสัมผัสกับสาร หรือคนที่ติดเชื้อ เดินทางเข้าไปในป่า เลี้ยงป่านำเข้าจากต่างประเทศ โดยไม่มีการคัดกรองโรค ถ้ากรณีมีการเดินทาง กลับจากประเทศ ที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรอง และเฝ้าระวังอาการ จนครบ 21 วัน หากมีอาการเจ็บป่วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักตัว เพื่อให้ผู้ป่วยไม่มีการแพร่กระจายเชื้อ ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิง ที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถควบคุม การระบาดได้ด้วยการฉีดวัคซีน ป้องกันโรคไข้ทรพิษ ซึ่งสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ 85% อย่างไรก็ตาม เด็กที่เกิดหลังปี 2523 จะไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนไข้ทรพิษ มาก่อนจึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยง ต่อโรคฝีดาษลิง มากกว่าประชากรกลุ่มอื่นๆ สล็อตแคนดี้เครดิตฟรี

ฝีดาษลิง ไทย

อัตราการเสียชีวิต โรคฝีดาษลิง มีความน่ากลัวหรือไม่

เรามารู้กันก่อนว่า โรคฝีดาษลิงนั้น มีอยู่ 2 สายพันธุ์ ที่เป็นแบบหลักๆ ได้แก่ congo basin ที่มีอัตราการเสียชีวิตถึง 10% และ West Africa มีอัตราการเสียชีวิต อยู่ที่ 1% ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ที่เกิดขึ้นและระบาดกันมากที่สุด ก็จะเป็นสายพันธุ์ West Africa ดังนั้นมันไม่ค่อยน่ากลัวอย่างที่คิด มีโอกาสน้อยมากๆ ที่จะมีความเสี่ยงต่อชีวิต ส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิดขึ้น กับเด็กทารก หรือเด็กแรกเกิด ซึ่งมีภูมิต้านทานที่น้อยมาก แต่บอกได้เลยว่า ป้องกันไว้ดีกว่า เนื่องจากการที่ หากคุณได้รับเชื้อ โรคฝีดาษลิง มันจะทำให้ตัวคุณ มีอาการอ่อนเพลีย เป็นไข้ แล้วมีตุ่มขึ้นตามเต็มตัว หรือเต็มหน้า แน่นอนว่าเป็นสิ่งใคร ไม่อยากเป็นอย่างแน่นอน ดังนั้นป้องกันตัวไว้ก่อน ถึงจะดีที่สุด และปลอดภัยกับตัวเอง

วิธีรักษาฝีดาษลิง ในปัจจุบันนี้ มีอะไรคืบหน้าบ้าง

ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงที่เฉพาะเจาะจงนะครับแต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษซึ่งสามารถป้องกันโรคฝีดาษอยู่ที่ 80% รวมถึงตัวยา จะเป็นยาที่ใช้กับ การควบคุมโรค small pox ซึ่งไม่สามารถทำให้หายขาดได้ เพียงแค่ป้องกันได้ส่วนหนึ่ง และแน่นอนว่า ทุกอย่างต้องเกิดจากการที่คุณ รู้จักการป้องกันตัวเอง ไม่สัมผัสกับสิ่งต่างๆรอบตัว ที่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

หลายคนสงสัยว่า ถ้าเกิดเคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน แล้วมีโอกาสที่จะเป็นฝีดาษลิงได้หรือไม่

ต้องบอกก่อนเลยว่า มันเป็นไวรัสคนละตัวกัน สำหรับอีสุกอีใส หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า chicken pox จะมีความแตกต่าง จากฝีดาษลิง ดังนั้นสามารถตอบได้เลยว่า หาใครที่เคยเป็นแล้ว หรือว่าใครที่เคยฉีดวัคซีน สำหรับการต้าน อีสุกอีใส จะไม่สามารถเห็นผล กับฝีดาษลิง ซึ่งแน่นอนว่า มันเป็นไวรัสที่มาจากคนละกลุ่มกัน ดังนั้นตัดไปได้เลย ถ้าหากใครที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาแล้ว ก็จะมีโอกาสเป็นฝีดาษลิงได้ อย่างไม่ต้องสงสัยกันเลยทีเดียว

รายงานเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคฝีดาษลิง ทั่วโลก ในปัจจุบันมีผู้ป่วยจำนวนเท่าไหร่

ข้อมูลตั้งแต่ในวันที่ 28 เดือนกรกฎาคม 2565 มีรายงานว่า เริ่มพบผู้ป่วย ที่ติดเชื้ออยู่ในไทย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ และทั่วโลก ได้พบคนที่เป็นโรคนี้ อยู่ประมาณ เกือบ 20k คนทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าถ้าหากใคร ที่เดินทางไปต่างประเทศ ต้องเฝ้าระวังโรคนี้เป็นอย่างมาก และระวังพื้นที่เสี่ยง ที่มีผู้คนติดเชื้อกันเยอะ หรือว่าใคร ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะต้องหาวิธีป้องกันตัวเพิ่ม หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรค มีวิธีแบบง่ายๆ ในการควบคุมโรคด้วยตัวเอง ซึ่งมันจะมีวิธีดังต่อไปนี้

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัส สัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค ไม่ว่าจะเป็นหนู หรือกระรอก หรือลิง ถ้าหากว่ามีการสัมผัสสัตว์ ที่เป็นตระกูลเดียวกันกับสัตว์เหล่านี้ แนะนำว่า จะต้องทำการล้างมือ ให้สะอาดที่สุด เพื่อทำการฆ่าเชื้อ ไม่สามารถแพร่กระจายสู่ตัวคนได้

2. ต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการของ (UP) ล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ รวมถึงต้องแยกของใช้ ห้ามใช้ของ ร่วมกับคนอื่น ซึ่งมันมีความเสี่ยงมาก และหลีกเลี่ยงในการสัมผัสหน้าตัวเอง เพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปโดนตา หรือจมูก หรือเปล่า และต้องหมั่นปรุงอาหารให้สุก เพื่อที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้ และตัวไวรัสต่างๆ

3. หลีกเลี่ยงการสัมผัส บาดแผล หรือเลือด น้ำลาย ละอองฝอย คนที่มีตุ่มน้ำเหลืองเยอะ หรือแม้แต่น้ำเหลืองของสัตว์ จะต้องระวัง สำหรับการที่เรานั้น จะกินเนื้อสัตว์ ในแต่ละชนิดเข้าไป จะต้องดูว่ามีเป็นเนื้อที่ปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งถ้าเกิดว่าเนื้อติดเชื้อ แล้วเราเกิดปรุงไม่สุก จะมีโอกาสเป็นได้ง่ายมากที่สุดอย่างแน่นอน

4. หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ ต้องเช็คตัวเองให้ดี เกี่ยวกับพื้นที่ที่มีการระบาด ของโรคฝีดาษลิง ซึ่งถ้าเกิดว่า กลับมาถึงให้รอสังเกตอาการ ถ้าพบว่ามีความผิดปกติ มีไข้ หรือมีตุ่มหรือผื่นขึ้น ตามลำตัวและใบหน้า แนะนำว่า
หลังจากเดินทางกลับจากประเทศที่มีการระบาดของโรคฝีดาษลิง ให้สังเกตอาการ หากพบมีความผิดปกติ เช่น มีไข้ มีตุ่มผื่นที่ใบหน้า แขน และขา ให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง

วิธีรักษาฝีดาษลิง ดังนั้นข้อสรุปเลยว่า โรคฝีดาษลิงนั้น น่ากลัวหรือไม่ เราจำเป็นจะต้องรู้

ฝีดาษลิงนั้นไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ก็ต้องเฝ้าระวังไว้ เนื่องจากเป็นโรคระบาด ที่ได้หากว่า ใครไม่ป้องกัน ก็จะมีโอกาสที่จะติดเชื้อได้ง่าย และติดต่อกัน ผ่านการสัมผัส ดังนั้นถ้าหากว่าใครที่กำลังพบว่า ตัวเองกำลังเริ่มมีอาการ สามารถติดต่อและสอบถามแพทย์ได้ทันที เพื่อป้องกันและกักตัว เป็นการควบคุมโรค ไม่ให้เกิดขึ้นกลายเป็นโรคระบาดนั่นเอง